Saturday, January 26, 2008

แม่เตรียมตัว ลูกจะไปโรงเรียน

"แม่กับพ่อไม่ต้องร้องไห้นะคะ ลูกคิดไปโรงเรียน เดี๋ยวตอนเย็นลูกคิดก็กลับมาหาแม่กับพ่อ"

อีก 2 เดือนลูกคิดก็จะได้ไปโรงเรียนแล้ว พักนี้พ่อกับแม่คุยกันบ่อย ตั้งคำถามว่า เอ! วันแรกลูกคิดจะร้องไห้มั้ยน้า ลูกคิดก็พูดแบบข้างบนนี้ทุกครั้ง

วันนี้ ลูกคิดมีคำแนะนำสำหรับแม่น้ำด้วยนะคะ ได้มาจาก Bloggang : YingLek ซึ่งนำมาจากหนังสือ เตรียมลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล

วันแรกที่ไปโรงเรียน ถึงจะเตรียมตัวเตรียมใจมาดีเพียงใด เด็ก ๆ หลายคนก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้ หรือบางคนวันแรกอาจจะไม่ร้องเลย แต่ไปร้องเอาวันที่ 2 ก็มี แถมยังร้องต่อไปอีกเป็นอาทิตย์เลยทีเดียว

ไม่ว่าลูกจะร้องนานแค่ไหน หรืออิดออดอาละวาดไม่ยอมออกจากบ้านอย่างไร นักจิตวิทยาและนักการศึกษาล้วนบอกว่า ไม่ต้องกังวลใจ เพราะเป็นระยะของการปรับตัว ด้วยใจหนึ่งก็อยากออกจากบ้าน อยากมีเพื่อน แต่อีกใจหนึ่งก็กลัว เพราะต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า ไม่อบอุ่นใกล้ชิดเหมือนอยู่กับพ่อแม่ที่บ้าน ทั้งสองใจสองอารมณ์นี้จึงต้องต่อสู้กันเป็นธรรมดา และก็จะปรับตัวยอมรับการไปโรงเรียนได้ในที่สุด ซึ่งอย่างมากไม่เกิน 1 สัปดาห์ บางคนอาจจะช้าหรือเร็วกว่านี้ และขึ้นอยู่กับวิธีการรับมือของแม่ในวันแรก ๆ ที่ลูกไปโรงเรียนด้วยดังนี้

แม่ต้องเข้มแข็ง เด็กหลายคนเมื่อคุณแม่ส่งให้คุณครูแล้ว จะร้องไห้จนคุณแม่ตกใจ ใจคอไม่ดี เลยพาลร้องไห้ไปกับลูกเสียเลย ซึ่งถ้าลูกเห็ฯอย่างนี้จะยิ่งใจเสีย คิดไปได้ว่า โรงเรียนน่าจะต้องมีอะไรที่น่ากลัวแน่ แม่ถึงได้ร้องไห้ไปด้วย เพราะฉะนั้นคงต้องทำใจให้ดี ตั้งสติให้มั่นเวลาไปส่งลูก

อยู่กับลูกตามที่โรงเรียนอนุญาต
บางโรงเรียนจะมีวิธีรับเด็กเข้าโรงเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ เช่น วันแรกให้พาเด็กไปสวัสดีคุณครูแล้วกลับบ้าน วันที่สองอยู่จนสวดมนต์เคารพธงชาติเสร็จโดยมีคุณพ่อหรือคุณแม่อยู่ด้วย วันที่สามอยู่จนดื่มนมตอนสาย ๆ เสร็จ วันที่สี่อยู่จนทานอาหารกลางวันเสร็จ หรือบางโรงเรียนอาจจะให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปอยู่ในห้องเรียนกับลูกทั้งวันเลยก็มี แต่ก็มีอีกหลายโรงเรียนขอให้แค่ส่งตอนเช้าก็พอ ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการได้สะดวก

อย่าทิ้งลูก ถ้าโรงเรียนอนุญาตให้คุณแม่อยู่กับลูกได้ ควรอยู่ให้ตลอดช่วงเวลา และอย่างทิ้งลูกไปโดยไม่บอกกล่าวร่ำลา

รับให้เร็ว วันแรกที่ลูกไปโรงเรียน ควรรีบรับลูกให้ตรงเวลา หรือตามสัญญาที่ให้กับลูกไว้ เพราะลูกจะรู้สึกใจเสียที่ไม่เห็นพ่อแม่มารับในชณะที่เด็กคนอื่นๆ มีพ่อแม่มารับกลับไปจนเกือบหมดแล้ว ลูกอาจจะพาลคิดไปได้ว่า พ่อแม่จะไม่มารับอีกเลย จนมีผลให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียนในวันต่อ ๆ มา

อย่าขู่ลูกเรื่องโรงเรียน หากลูกร้องไห้โยเย คุณแม่จะต้องระงับใจที่จะไม่ดุว่าทำโทษลูก และที่สำคัญ อย่าขู่ลูกว่า "ถ้าไม่หยุดร้อง จะปล่อยไว้ที่โรงเรียนเลย" เพราะนอกจากลูกจะไม่หยุดร้องแล้ว จะยิ่งตกใจ และเกลียดกลัวโรงเรียนไปด้วย

ยอมให้เอาหมอนเหม็น ๆ ไปด้วย เด็กในวัยนี้หลายคนจะมีของที่เขาติด เช่นผ้าห่ม หมอน ตุ๊กตา เอาไว้กอดเวลานอน กินนม หรือเมื่อไม่สบายใจ ดังนั้นจึงมีเด็กหลายคนที่ยืนยัน จะเอาสิ่งที่ตัวเองติดไปที่โรงเรียนด้วย เพราะถือเป็นสิ่งปลอบใจ ให้ความอุ่นใจ ยิ่งในวันที่ต้องไปโรงเรียนยิ่งต้องการมากเป็นพิเศษ คุณพ่อคุณแม่จึงควรอนุโลมให้ลูกเอาติดไปได้ในวันแรก ๆ ซึ่งคุณครูก็จะเข้าใจอยู่แล้ว หลังจากนั้นเมื่อลูกค่อย ๆ ปรับตัวได้จึงค่อยพูดคุยกับลูก

อย่าใจอ่อน เด็กบางคนร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าสงสารอยู่หลายวันจนคุณแม่ใจอ่อน ให้หยุดบ้างให้ไปบ้าง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับเด็กเพราะจะทำให้ระยะการปรับตัวยืดออกไปอีก คุณครูหลาย ๆ ท่านบอกว่า เด็กที่ร้องมากปรับตัวนาน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กได้รับความอบอุ่นจากทางบ้านมาก มีคนเอาใจใส่เยอะ มาที่โรงเรียนจึงต้องร้องไห้มากเป็นธรรมดา เพราะถวิลหาความอบอุ่นที่บ้าน

อย่าหลงเชื่อข้ออ้าง พ่อแม่มักจะได้พบกับความฉลาดหลักแหลมปนความเจ้าเล่ห์ของลูก ในการสรรหาข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องมาโรงเรียน ปวดหัว ปวดท้อง ปวดตา ปวดขา จึงควรตรวจตราให้แน่ใจว่าป่วยจริง เพราะถ้าหลงเชื่อทั้งที่ลูกไม่เป็นอะไร จะทำให้ลูกเรียนรู้การควบคุมผู้ใหญ่ด้วยวิธีนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน

อดทนต่ออารมณ์ลูก ลูกอาจจะก้าวร้าว อาละวาดบ้างในวันแรก ๆ ทุกคนในบ้านโดยเฉพาะคุณแม่จึงต้องอดทน และเข้าใจความทุกข์ ความวิตกกังวลของลูก อย่าเกรี้ยวกราด ลงโทษ หรือแสดงอารมณ์โต้ตอบลูก

อย่าเซ้าซี้ลูก เมื่อกลับจากโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่มักจะพูดคุยกับลูกถึงเรื่องโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่เด็กบางคนอาจจะไม่อยากตอบไม่อยากเล่า เพราะรู้สึกยังทุกข์ใจอยู่ จึงไม่ควรไปเซ้าซี้ถามลูก รอเอาไว้ให้ลูกปรับตัวได้ สบายใจแล้ว จึงค่อยถามไถ่กันจะดีกว่า

ให้ความอบอุ่นใกล้ชิด มีหลายครอบครัวที่คุณพ่อหรือคุณแม่ลาหยุดพักร้อนในช่วงวันแรก ๆ ที่ลูกไปโรงเรียน เพื่อจะได้ไปรับไปส่งและอยู่กับลูกที่โรงเรียนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่งเพราะลูกจะรู้สึกอบอุ่นใจ นอกจากนั้นก็ควรสังเกตพฤติกรรมลูกด้วย เช่น อาจจะเครียดมาก นอนละเมอ ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืน หรือปัสสาวะราดในตอนกลางวันทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ถือว่าผิดปกติ น่าจะต้องรีบหาสาเหตุ เช่น ลูกยังเล็กเกินไปหรือเปล่า ครูเข้มงวดเกินไปไหม หรือวันแรก ๆ ก็เจอเพื่อนเกเรเข้าให้แล้ว

No comments: