Friday, May 11, 2007

Blog-Tag ของพ่อ

"พ่อเคยเขียน blog-tag ในที่ทำงานของพ่อเอาไว้ แม่บอกว่าถ้าโตขึ้นอยากให้ลูกคิดได้อ่านจัง แม่อ่านแล้วซึ้งและประทับใจมาก"

blog-tag คืออะไร? ลูกคิดคัดลอกคำอธิบายมาจาก gotoknow ที่เค้าอธิบายไว้ประมาณนี้นะคะ

1. บันทึกเรื่องเกี่ยวกับตัวเราที่คิดว่าคนอื่นยังไม่ทราบมา 5 ข้อ
2. tag คนที่เราอยากรู้จักมากขึ้นต่ออีก 5 คน
3. แจ้งทั้ง 5 คนให้ทราบว่าถูก Tag แล้ว
4. ติดป้าย(คำหลัก) ว่า blog tag และชื่อของคนที่เรา tag ต่อ
5. และ 5 คนนั้น ก็ต้องเขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเองต่อ และ tag ต่ออีกคนละ 5 คน


Blog-Tag สนั่น
Filed under: General — snakk @ 11/01/2007 1:06 pm

น้องภักดีเค้าเกิดวันที่ และเดือนเดียวกันกับผมเลยแฮะ

ส่ง tag ก่อนครับ

- พี่ปิงปอง : แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยูครับพี่
- คุณบาส : แข่งบาสฯ กีฬาสีบริษัทฯ ปีล่าสุดเค้าคนนี้ขโมยบอลจากผมเยอะมาก
- พี่ต๋อง : วิศกรสาขาโคราช ทำงานหนัก รักครอบครัว
- ก้อง : วิศวกรระบบ เลือดใหม่ ความหวังของ NC
- ปรีชา : ผมนับถือในความเป็นนักสู้(งาน) ของวิศวกรสาขาทุกคน ชาก็ด้วย

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนสั้นๆ ให้กระชับแบบมาร์ค แต่ถ้าทำอย่างนั้นดูเหมือนจะเอาเปรียบคนอื่น โดยเฉพาะน้องๆ TI ก็เลยออกมาประมาณนี้ครับ

1. พ่อเป็นคนกรุงเทพฯ เชื้อสายจีน จบ ป.4 เคยรับเหมาก่อสร้าง แต่ปัจจุบันรับจ้างเขา แม่เป็นคนสามพราน นครปฐม เชื้อสายไทยปนจีน จบเกือบ ป.4 เคยมีอาชีพทำนา ทำสวน กรรมกรก่อสร้าง แม่ค้า แต่ปัจจุบันดูแลฟ้า เมฆ และปลาดาว (หลาน)
เดิมใช้แซ่เฮ้ง ที่ผมมักจะอำใครต่อใครว่าบรรพบุรุษของผม คือ เฮ้งบ่อกี้ แต่ตัวละครเอกในนวนิยายจีนกำลังภายในสุดโปรดของผม คือ … (มาทายกันขำขำครับพี่น้อง)

สมัยเรียนประถม โรงเรียนอยู่ใกล้บ้านแค่ 50 เมตร ครู อาจารย์ กระทั่งภารโรงทุกคนรู้จักแม่และพวกเราลูกๆ หมดทุกคน แถมเรียกแม่ผมว่า “เจ๊” อีกต่างหาก ก็บ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่งอ่ะ ตอนนั้นไม่ชอบเลย แต่เดี๋ยวนี้กลับอยากมีธุรกิจแบบนั้นแหละ

ส่วนตัวเป็นคนไม่ใช่ไม่เชื่อเรื่องโหราศาสตร์ซะทีเดียว แต่ก็จะไม่ยอมเปลี่ยนชื่อตัวเอง ที่มีตัวอักษรที่เป็นกาลกิณีอยู่ถึงสองตัวเป็นอันขาด(ให้ตายสิเอ้า)


2. กีฬาเป็นสรณะในวัยเด็กจนวัยรุ่น ทำให้ไม่แตกแถวเสียคน แม้ครอบครัวจะค่อนข้างจนแต่ไม่มาก แม่เองต้องอดทนเป็นหนี้สินนานนับสิบปี เพื่อการศึกษาของลูกๆ ทั้ง 5 คน การประคับประคองครอบครัวของพวกเรา คือ พี่น้องใช้การเรียนแบบสลับฟันปลา …ฮา แต่จริง (แต่ฟันปลาของคนเป็นพี่มันก็ซี่ใหญ่มาก)

สมัยเรียน ปวช.2-3 ผมมีเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นสำหรับใส่เรียนแค่ 2 ตัว กับกางเกงสีกรมท่ามือสอง (ขอเพื่อนพี่ชายมา) อีก 1 ตัว เป็นอย่างนี้อยู่สี่เทอม แต่โชคดีที่เรียนสายช่าง ลง shop สัปดาห์ละ 2 วัน (ใส่เสื้อยืดกับเอี๊ยม) บวกกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ซกมกพอกัน (ทุกคน รวมทั้งอาจารย์ ชินกลิ่นเหงื่อและคาวเกลือเจือปนกันคละคลุ้ง)

เรื่องประทับใจเกี่ยวกับหนี้สินที่จำได้ คือ โดนเพื่อนพ่อที่พ่อยืมเงินมา จะยึดทีวีสีเครื่องแรกของครอบครัวกลับไป เพราะพ่อไม่มีเงินจ่ายหนี้ เดือดร้อนถึงเครดิตของพี่ชายต้องไปขอยืมเงินเถ้าแก่มาใช้หนี้ เพื่อมีทีวีดูต่อไป (แน่นอนล่ะว่า ทีวีเครื่องนั้นไม่ใช่ Toshiba…….)

ผมเล่นกีฬาตั้งแต่ประถม เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลสีฟ้า โตมาหน่อยเตะบอลพลาสติก เล่นทุกเช้าจนเหงื่อโทรมก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติและหลังเลิกเรียน พอ ม.3 เป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลโรงเรียนทวีธาภิเศก (ขอเอ่ยชื่อเพื่อเป็นการให้เกียรติสถาบัน) พอ ปวช. นี่เล่นทั้งบาสฯ ฟุตบอลสนามใหญ่ และโกล์รูหนู (สมัยนั้นยังไม่มีฟุตซอล) กรีฑาประเภทลู่ วิ่งผลัด 4×100 เมตร เป็นตัวแทนแผนกช่างอิเลคโทรนิคส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ (สมัยนั้นนิยมเรียก เทคนิคไทย-เยอรมัน) ทุกประเภทลงแข่งกีฬาภายในของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพราะเก่ง แค่พอเล่นเป็น แต่ที่ติดเพราะในแผนกฯ คนเล่นกีฬามีไม่มากนัก แต่ชีวิตก็สนุกกับการ(โดด)เรียนและกีฬา

ภูมิใจในเกียรติประวัติกับทีมฟุตบอลที่ตั้งชื่อทีมได้โดนใจผู้ชม คือ
“ก้าวแรกของสนั่นและเพื่อน” ลงแข่งฟุตบอลโกล์รูหนูสมัย ปวช.3
“ปิศาจแมว” ลงแข่งฟุตซอลภายในบริษัทฯ ในเครือ UCOM มีปีเตอร์เป็นหัวหอก

เรื่องที่บอกแล้วคงไม่ค่อยมีใครเชื่อ ตอน ปวช.3 ผมเป็นตัวแทนแผนกฯ ขึ้นชกมวยสากลสมัครเล่นภายในสถาบันฯ รุ่นที่ชกคือเฟเธอร์เวท แต่น้ำหนักตัวจริงๆ 63 กก.เศษ (ใช้เวลาลดน้ำหนัก 1 สัปดาห์ บักโกรกสุดๆ เลยครับ) แพ้ TKO คนที่เป็นแชมป์ปีนั้นตั้งแต่รอบแรกแต่เป็นยกที่สองจากสามยก ผลพวงคือ ลูกนัยตาซ้ายช้ำเลือดอยู่นานกว่าสัปดาห์ พร้อมกับคำขาดให้เลิกชกมวยจากแม่ (แม่ไม่ต้องสั่ง ผมก็ไม่เอาอีกแล้วล่ะ) แต่ภูมิใจในความใจกล้าของตัวเอง ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะกล้าขนาดนั้น

กีฬาเป็นยาวิเศษ แต่อย่าเชื่อผม ต้องลองเองแล้วจะติดใจ


3. การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตตัวเองด้วยตัวเองครั้งสำคัญของชีวิต คือ การเดินหันหลังให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ (ที่สจพ. นั่นแหละ) ระหว่างรอสอบสัมภาษณ์ เมื่อตัดสินใจอย่างนั้นแล้ว ผมเดินกลับออกมาโดยไม่มีใครรู้เลย (เพื่อนที่ติดด้วยกันก็ไม่ทันเห็น) ภูมิใจในความเด็ดเดี่ยวของตัวเองครั้งนั้นมาก ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยรู้สึกผิดหรือโทษตัวเองอีกเลยในการตัดสินใจทุกครั้ง โดยเฉพาะกับเรื่องที่ส่งผลโดยตรงกับตัวเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง

มีเรื่อง ฮาฮา ขำขำ เท่าที่จำได้เล่าให้ฟังเป็นไฮไลต์เล็กน้อยประมาณนี้ครับ

- หัวใจเต้นแรง หน้าแดงที่สุด ก็ตอนสาวพาณิชย์ ปวส.1 ที่เราเด็กช่าง ปวช.3 เฝ้าแอบมองมาตลอดเดือนที่มีโอกาสเจอกันทุกวัน แต่ไม่เคยแม้แต่จะยิ้มให้ ดันมายิ้มตอบเราในวันสุดท้ายก่อนจาก พอตอนกลับบ้านมาเจอกันอีกทีที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างมาบุญครอง (ผมไปทำงานช่วงปิดเทอมออกบู๊ตขายหนังสือที่อาคารนิมิบุตร) ควงแฟนหนุ่มหล่อเท่ห์แกล้งมานั่งรอรถเมล์ติดกับเราอีก …ดอกทิชชู่บานสะพรั่งไปทั้งสี่ห้องหัวใจนายสนั่น…

- เฉิ่ม เปิ่นมากๆ ม.3 ชั่วโมงเกษตรวันหนึ่ง ตอนอาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน แล้วถามประชดเด็กทั้งห้องเกือบ 50 คน ที่ช่วยกันคุยลั่นสนั่นทุ่งว่า “พ่อใครอยู่แอฟริกา” เด็กเรียนอย่างเราเงยหน้าจากหนังสือแล้วชูมือขวาสุดเหยียด ในใจก็คิดว่าพ่อที่ไปทำงานอยู่ที่แอลจีเรีย มีอะไร ทำไมไม่ติดต่อไปที่บ้านล่ะ อาจารย์: ??? เพื่อน: ??? สนั่น: ???

- เหงื่อออกมากที่สุดยิ่งกว่าออกกำลังกายหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง ก็ครั้งแรกที่ปีนหลังคาบ้านลูกค้าที่เป็นบ้านไม้หลังคาเป็นสังกะสีผุๆ เต็มไปหมด เพื่อจะขึ้นไปติดตั้งเสาอากาศทีวี(ต้นแรกในชีวิตด้วย)

- เลือดออกมากที่สุดก็ตอนโดนกลุ่มสุนัขอาราม(หมาวัด) รุมกัดเราเด็ก 4 ขวบคนเดียวเละ จำได้แค่ว่าเป็นวัดที่ราชบุรี เลือดโทรมกาย อีกครั้งใกล้เคียงกันก็ตอนเป็นวัณโรค ไอเมื่อไหร่โลหิตกระฉอกเป็นลิ่มๆ (แต่อย่ากลัวจะเข้าใกล้นะครับ เพราะนานเกือบจะ 20 ปีมาแล้ว)

- เวิ้งว้างสุดๆ ตอนไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล(ก็เป็นวัณโรคนั่นแหละ) อยู่อาคารผู้ป่วยรวม เช้าวันหนึ่งลุงเตียงข้างๆ ที่เราเพิ่งถามแกว่า ลุงกินข้าวหรือยัง เมื่อกี้เอง อยู่ๆ ก็หยุดหายใจจากไปต่อหน้าต่อตา วันนั้นจำไม่ได้ว่าเดินรอบโรงพยาบาลไปกี่รอบกว่าจะกลับมาที่เตียง มิหนำซ้ำ ตกดึกลุงเตียงถัดไป แกร้องโหยหวนประมาณว่า “ฉีดยาให้ผมตายไปเถิดหมอ…” ร้องทั้งคืน นอนไม่หลับเลยตู มารู้จากพยาบาลตอนเช้าว่าแกเกิดอาการอยากยา (ติดเฮ)

- น้ำตาไม่ไหล แต่เศร้าจับใจสุดๆ ตอนที่เป็นคนไปรับศพน้องชายออกจากโรงพยาบาล ผมใช้เวลายืนมองร่างไร้วิญญาณของน้องอยู่กว่า 10 นาที ระหว่างที่รอพระและเจ้าหน้าที่ โดยที่เงยหน้าก็เห็น “ฟ้า” ก้มหน้าก็เห็น “ปลาดาว” ฟ้ากับปลาดาวเป็นชื่อหลาน(ลุง)ของผมเองครับ


4. ให้สังเกตประกายในดวงตาของผม ในช่วงนี้นะครับ

“ลูกคิด” หรือ “lookkid” ผมตั้งให้ลูกสาวเอง โดยความตั้งใจว่าต้องเป็นภาษาไทย (ภาษาไทยหรือภาษาประจำชาติทุกภาษา ผมว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษย์จริงๆ) กำหนดคลอด 7 มกรา แต่หมอบอกผ่าได้ตั้งแต่ 24 ธันวา เป็นต้นไป กับแฟนผมไปดูปฏิทินจีนในร้านที่ตลาด ขอดูหน่อยครับวันไหนดีที่สุดในช่วงก่อนปีใหม่ (แต่ 26 ธันวา คงไม่ใช่วันดี เพราะเกิดสึนามิ) เจอแล้วพฤหัสบดีที่ 30 ธันวา ปฎิทินจีนบอกว่าเป็นวันธงชัย เล่าไปเล่ามาไหงออกนอกเรื่องชื่อซะแล้ว แต่สรุปว่าโดนผ่าซะก่อนวันธงชัย 1 วัน เพราะ “ลูกคิด” อ่อนเพลียหยุดดิ้นก่อนวันนัด 2 วัน ไปหาหมอวันที่ 29 ธันวา เลยโดนจับผ่าซะวันนั้น

กลับมาเรื่องชื่อ ประมาณวันที่ 23-24 ธันวา ผมก็คิดแล้วคิดอีก คิดไม่ออกซักทีคิดอยู่นั่นแหละ ชื่อไรดีหว่า จนเหนื่อย เฮ้อ! พ่อไม่คิดแล้วให้ลูกคิดเอาเองก็แล้วกัน นั่นคือที่มาของ “ลูกคิด” ส่วนภาษาอังกฤษไม่ได้ตั้งใจให้ตรงกับคำที่เขียนแบบนี้ “lookkid” แค่ความบังเอิญ ลูกคิดมี gmail account ตั้งแต่อายุไม่ถึงขวบด้วยนะครับ

ผมเชื่อว่าเกือบทุกชีวิตใหม่จะเริ่มต้นด้วยความสดใส ประทับใจอย่างนี้เสมอ เมื่อรู้อย่างนี้ เราก็ไม่ควรทำให้ชีวิตหม่นหมองไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ


5. ชีวิตการทำงาน ไม่เคยมีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ที่มาได้จนทุกวันนี้เกิดจากความจำเป็นบวกกับเส้นทางชีวิตที่เลือกเองในแต่ละช่วงเวลา ความทรงจำแรกๆ กับคอมพิวเตอร์สำหรับผมคือ เมนบอร์ด XT, ดิสเก็ตต์ 5.25″, ดอส, เวิร์ดราชวิถี, เวิร์ดจุฬาฯ, โลตัส 1-2-3 และก็เครื่องพิมพ์ดอตเมตริกซ์ (ของลูกค้าครับ ไม่ใช่ของผมหรอก)

ไม่ใช่เรื่องดีแต่อยากบอก ผมเองได้แง่คิดอะไรหลายๆ อย่างเยอะมากจากวงเหล้า โดยเฉพาะกับหัวหน้า และเพื่อนร่วมงาน (ตอนเรียนไม่ค่อยดื่ม มาเสียคนเอาตอนทำงาน) ร้านอาหารเล็กๆ ในดวงใจที่ผมใช้เป็นบรรยาศแห่งการร่ำสุราประจำ คือ เค้กแอนด์โคน ที่ที่ผมกล้าขึ้นไปร้องคาราโอเกะบนเวทีเล็กๆ ในบรรยากาศอันอบอุ่นจากทุกคนในร้าน (ปัจจุบันไม่มีร้านแบบนี้ที่ไหนอีกแล้ว ก๊วนเราฉายา “กินร้านไหนร้านนั้นเจ๊ง”)

สิ่งที่กำลังทำ คือ พยายามลดรายละเอียดในชีวิตลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะความคาดหวังกับลูก อยากเพียงแค่ให้เค้ามองอุปสรรคเป็นโอกาสในการเรียนรู้ชีวิต เพราะค่อนข้างมั่นใจเลยว่าลูกสาวผมคงไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายแบบลูกคนอื่นแน่ๆ พ่อจะปรนเปรอหนูด้วยความรัก ความเอาใจใส่ แต่ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง

1 comment:

Sopida Buajumras said...

เมนบอร์ด XT, ดิสเก็ตต์ 5.25″, ดอส, เวิร์ดราชวิถี, เวิร์ดจุฬาฯ, โลตัส 1-2-3
รู้อายุเลยอุ่ะ......เค้าเรียกว่าอารายน้าาาาา ติ๊ก ต๊อก ติ๊ก ต๊อก